5 ประโยชน์ของการนอนหลับที่ดี ที่ควรค่าแก่การรู้

5 ประโยชน์ของการนอนหลับที่ดี ที่ควรค่าแก่การรู้ เคยไหม? บางวันรู้สึกเป็นวันที่ไม่สดใส หงุดหงิดกับคนรอบตัว สมองไม่ปลอดโปร่ง หรือไม่มีสมาธิเอาเสียเลย ทุกอย่างดูไม่เป็นใจไปหมด หรือเพราะมันเป็นเพียงวันแย่ๆ วันหนึ่ง (It’s just a bad day) ทว่าเราเคยคิดทบทวนกันบ้างไหมว่า การนอนหลับของเราในคืนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เป็นการนอนหลับที่มีคุณภาพหรือไม่ ร่างกายของเราได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และมีพลังกายพลังใจ พร้อมที่จะทำกิจกรรมในวันต่อไปแล้วหรือยัง ฉะนั้นเราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญในชีวิตของเราก็คือเรื่องการนอนหลับ มีงานวิจัยทางการแพทย์หลายบทความพบว่า คุณภาพการนอนที่ดีอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในหลายแง่มุมตั้งแต่เรื่องการคุมน้ำหนัก ไปถึงการลดอัตราการเกิดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ และนี่คือเหตผลว่าทำไมเราควรมี “สุขภาพการนอนหลับที่ดี”โดยบทความนี้ก็จะพาไปให้เห็นถึงเรื่องนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น บอกถึงข้อดีและข้อเสียของการนอนหลับไม่เพียงพอ ไปอ่านกัน ข้อดีของการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ 1.สมองและความจำสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ(Improve attention, concentration,
Office Syndrome กับศาสตร์การแพทย์แผนจีน

Office Syndrome กับศาสตร์การแพทย์แผนจีน Office Syndrome คืออะไร มาทำความรู้จักกัน เป็นโรคที่คนยุคใหม่เริ่มเป็นกันมากขึ้นเรื่อยๆ จากพฤติกรรมของคนเราที่เริ่มเปลี่ยนไป ซึ่งแต่ก่อนคนเรามักจะมีกิจกรรมมากกว่านี้ เช่นการเดิน เคลื่อนไหว การออกแรงทำงาน เปลี่ยนไปเป็นการทำงานหรือใช้มือถือเป็นเวลานาน ๆ ก็เลยทำให้เราใช้แต่กล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ และเป็นเวลานาน ๆ ส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่าง ๆ โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง บ่า ไหล่ แขน หรือข้อมือ ซึ่งอาการปวดดังกล่าวอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง หากปล่อยไว้นาน ๆ อาจทำให้อาการมีการลุกลามมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดหัวคล้ายไมเกรน หรืออาจจะเกิดโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้ออื่น ๆ ตามมาได้ด้วย เช่น กระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ใครมีอาการประมาณนี้ อาจเกิดเป็นโรค Office Syndrome ได้ วิธีการรักษาโรค Office Syndrome เป็นการสอดเข็มขนาดเล็กและบางเข้าไปในจุดฝังเข็มเฉพาะบนร่างกาย เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยการฝังเข็มช่วยลดการหลั่งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เช่น substance p , prostaglandin, cyclooxygenase-2 (COX-2) ปร
รู้ไว้!10 อาหารสุขภาพดี ช่วยลดความดันสูง

โรคความดันโลหิตสูง นั้นเป็นโรคที่อันตรายมากโรคหนึ่ง เนื่องจากในช่วงแรกผู้ป่วยมักจะไม่ค่อยมีอาการใด ๆ กว่าจะรู้ตัวก็เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงอื่น ๆ ตามมาเสียแล้ว ความดันโลหิตสูง นับเป็นปัญหาเรื้อรังของระบบสาธารณสุขทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เนื่องจากสถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงจะสืบเนื่องกับอายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงมากขึ้นด้วยเช่นกัน การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก โรคความดันโลหิตสูง คืออะไร ? ความดันโลหิตสูงคือค่าความดันภายในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยจะวัดได้ 2 ค่า ได้แก่ – ค่าความดันโลหิตตัวบน:เป็นค่าความดันเลือดในขณะที่หัวใจบีบตัว – ค่าความดันโลหิตตัวล่าง: เป็นค่าความดันเลือดในขณะที่หัวใจคลายตัว สำหรับภาวะความดันโลหิตสูงนั้น ค่าที่วัดได้จะมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดในสมอง หรือไตวาย เป็นต้น โรคความดันโลหิตสูงมักจะเกิดขึ้นมากในผู้สูงอายุ และถือว่าเป็
โรค “ต้อหิน” ภัยเงียบที่น่ากลัว

โรคต้อหิน…ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าที่คิด ต้อหินเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นถาวรที่พบได้มากที่สุด มีคนไทยมากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นภัยเงียบที่เรามักไม่สังเกตกัน จนกว่าจะเป็นแล้ว ซึ่งหมายความว่าตอนนั้นอาจจะสายไปแล้วในการรักษา อาการของโรคต้อหิน ที่มักพบ โดยส่วนใหญ่ในเบื้องต้นผู้ป่วยมักจะไม่มีอาการแสดงใดๆ จึงทำให้ไม่ทราบว่าตนเองเป็นต้อหิน การตรวจพบได้ในระยะนี้จึงมักจะเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญ จากนั้นการมองเห็นจะเริ่มแคบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งมีอาการตามัว ซึ่งเป็นการที่พบได้ในระยะท้ายของโรค และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วก็จะทำให้ตาบอดได้ในที่สุด ยกเว้นในรายที่เป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลัน จะมีอาการปวดตาอย่างรุนแรง ปวดศีรษะ ตามัว ตาแดง สู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหล ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนที่ต้องพบจักษุแพทย์ สาเหตุของการเกิดโรคต้อหิน ต้อหินเกิดจากการความผิดปกติของการไหลเวียนของน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา อาจจะเกิดได้จากการสร้างน้ำที่มากขึ้น หรือมีการขับออกของน้ำน้อยกว่าปกติ เมื่อมีน้ำขังมากขึ้นก็ทำให้ความดันตาสูงขึ้น จึงเกิดการทำลายเซลล์ในขั้วประสาทตา โดยทั่วไปค่าความดันตาปกติจะอยู
รู้ก่อนใช้! ยารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน

รู้ก่อนใช้! ยารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคเบาหวานจัดเป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่หลายคนรู้จักเป็นอย่างดี โดยเป้าหมายหลักของการรักษาโรคเบาหวาน คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค และมีความเข้าใจในการใช้ยาอย่างถูกต้อง เราจึงขอนำเสนอสาระความรู้เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนี้ ปัจจุบันยารักษาโรคเบาหวานมี 2 รูปแบบ ได้แก่ ยาเม็ดรับประทานและยาฉีดอินซูลิน 1. ยาเม็ดรับประทานรักษาโรคเบาหวานซึ่งมีทั้งแบบก่อนอาหารหรือหลังอาหาร ต้องรับประทานยาตามที่ฉลากระบุ หรือตามที่แพทย์ เภสัชกรกำหนดเท่านั้น ซึ่งจะแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ – ซัลโฟนิลยูเรีย (Sulfonylureas) เช่น ไกลเบนคลาไมด์(Glibenclamide) กลิพิไซด์ (Glipizide) ควรรับประทานก่อนอาหาร 30 นาที วันละ 1 – 2 ครั้ง ตามแพทย์สั่ง – ไบกัวไนด์ (Biguanides) เช่น เมทฟอร์มิน (Metformin) ควรรับประทานหลังอาหารทันที เพื่อลดอาการแทรกซ้อนของข้างเคียงที่ทางเดินอาหารวันละ 2 – 3 ครั้ง ตามแพทย์สั่ง – อัลฟากลูโคซิเดส อิน
รู้จักกับ “นิ้วล็อค” โรคยอดฮิตคนรุ่นใหม่

นิ้วล็อค โรคยอดฮิตของคนรุ่นใหม่ เป็นโรคทางมือที่เกิดจากการกํามือแน่น งอนิ้วมือนานหรือซ้ำๆ ทําให้เส้นเอ็นและปลอกหุ้มเส้นเอ็นที่ฝ่ามือ มีแรงกระทําต่อกันมากจนเส้นเอ็นและปลอกหุ้มเส้นเอ็นหนาตัวขึ้น เมื่อก่อนมักพบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใช้มือทํากิจกรรม หยิบจับสิ่งของอยู่ตลอดเวลา เช่น หิ้วของหนัก บิดผ้าด้วยมือเปล่าจํานวนมากๆ หรือผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน โรคในกลุ่มรูมาตอยด์ เป็นต้น แต่เดี๋ยวนี้โรคนิ้วล็อคกลับเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่เยอะขึ้น เนื่องจากการใช้ชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการนั่งทำงานนาน การเล่นโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานเกินไป การถือเครื่องมือต่างๆก็ทำให้เกิดนิ้วล็อคขึ้นได้ เช่นเดียวกัน นิ้วล็อค โรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายได้ ถ้าดูแลตนเองอย่างถูกวิธี ผู้หญิงเป็นโรคนิ้วล็อคมากกว่าผู้ชาย 2-6 เท่า และผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นโรคนิ้วล็อคมากกว่าคนปกติถึง 4 เท่า! โดยร้อยละ 4 เป็นมากกว่าหนึ่งนิ้ว ลักษณะอาการของโรคนิ้วล็อค เป็นภาวะที่นิ้วมือล็อคติดอยู่ในท่างอ เวลาเหยียดนิ้วจะติดขัดและสะดุด อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกนิ้วและเกิดพร้อมกันได้หลายนิ้ว ส่วนใหญ
ภาพบรรยากาศการอบรมเชิงปฎิบัติการ หัวข้อ “การสร้างแบรนด์และจดลิขสิทธิ์ สำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล” ในวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2567

ภาพบรรยากาศการอบรมเชิงปฎิบัติการ หัวข้อ “การสร้างแบรนด์และจดลิขสิทธิ์ สำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล” ในวันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 – 14.50 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 5 อาคาร 20 ปี ศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทย จังหวัดปทุมธานีโดยมี อาจารย์เกียรติรัตน์ จินดามณี และอาจารย์พรชนก พิเรนทร เป็นผู้บรรยายภายในงานกิจกรรม แชร์
กิจกรรมอบรมหลักสูตร”เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน” เมื่อวันที่ 18-19 ตุลาคม 2567

ภาพบรรยากาศกิจกรรมอบรมหลักสูตร”เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน” โดยศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทย โรงพยาบาลซีเมด ลีฟวิ่งแคร์ และมูลนิธิอาชีวเวชศาสตร์ไทย ร่วมกับ หน่วยงานฝึกอบรมบริษัท เพอร์เฟคเซฟตี้ เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 18-19 ตุลาคม 2567 ณ ห้องอบรม Star Stem อาคารซีเมดเพอร์เฟค บริษัทศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทยในการนี้ ได้รับเกียรติจากอาจารย์สุรศักดิ์ กลิ่นสุคนธ์ และอาจารย์วิศณุ ประสงค์เงิน เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และทีมงานบริษัท เพอร์เฟคเซฟตี้เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ร่วมจัดกิจกรรมครั้งนี้#อบรมจปหัวหน้างาน#อบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน#มูลนิธิอาชีวเวชศาสตร์ไทย#โรงพยาบาลซีเมดลีฟวิ่งแคร์ แชร์
ภาพบรรยากาศกิจกรรมอบรมหลักสูตร”เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร” เมื่อวันที่ 16-17 ตุลาคม 2567

ภาพบรรยากาศกิจกรรมอบรมหลักสูตร”เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร” โดยศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทย โรงพยาบาลซีเมด ลีฟวิ่งแคร์ และมูลนิธิอาชีวเวชศาสตร์ไทย ร่วมกับ หน่วยงานฝึกอบรมบริษัท เพอร์เฟคเซฟตี้ เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 16-17 ตุลาคม 2567 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 5 อาคาร 20 ปี ศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทยในการนี้ ได้รับเกียรติจากอาจารย์นรินทร์ บุญพร้อม เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ และทีมงานบริษัท เพอร์เฟคเซฟตี้เทรนนิ่ง แอนด์ คอนซัลติ้ง จำกัด ร่วมจัดกิจกรรมครั้งนี้#อบรมจปบริหาร#อบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับบริหาร#มูลนิธิอาชีวเวชศาสตร์ไทย#โรงพยาบาลซีเมดลีฟวิ่งแคร์ แชร์
ออกกำลังกายอย่างน้อย 10 นาที ลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ประชากรผู้ใหญ่ทั่วโลกประมาณ 1 ใน 4 ยังมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ คือ น้อยกว่า 150 นาที/สัปดาห์ ซึ่งการมีกิจกรรมทางกายที่ไม่เพียงพอนี้หรือไม่ออกกำลังกายมากเท่าที่ควร เป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควรของประชากรโลกถึงร้อยละ 5.5 หรือประมาณ 3.2 ล้านคน/ปีจากโรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง มะเร็งชนิดต่าง ๆ เบาหวานรวมถึงโรคปลอดและทางเดินหายใจ เวลาที่เหมาะสมในการออกกำลังกายของแต่ละช่วงวัย เด็กอายุ 6 – 17 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง และระดับหนักสะสมอย่างน้อย 420 นาที/สัปดาห์ หรือสะสมอย่างน้อยวันละ 60 นาที ผู้ใหญ่อายุ 18 – 64 ปี ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง สะสมอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ หรือระดับสะสมอย่างน้อย 75 นาที/สัปดาห์ ผู้สุงอายุ อายุ 64 ปี ขึ้นไป ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลาง สะสมอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ ควบคู่กับการทำกิจกรรมที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการทรงตัวและการยืดหยุ่นควบคู่ไปด้วยกัน แข็งแรงครบเครื่องด้วยการออกกำลังกาย 3 แบบ การออกกำลังกายเพื่อความสมบูรณ์แข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเดิน การวิ