เข่าเสื่อมจริงไหม? ลองมาดูอาการกันและควรรักษาอย่างไรดี

ปัจจุบันโรคเข่าเสื่อมมีคนเป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากเมื่อก่อนเยอะ อาจด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อน อาหารการกินที่มีไขมันสูง ทุกสิ่งส่งผลต่อการทำให้เข่าเสื่อมเร็วขึ้นมากกว่าปกติ ซึ่งทั่วไปอาการเข่าเสื่อมจะมีเพิ่มขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น แต่สมัยนี้วัยรุ่นก็เป็นกันได้แล้ว เพราะฉะนั้นเรามาดูกันดีกว่า ว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไรไม่ให้เข่าเสื่อมไวกันดีกว่า เข่าเสื่อมคืออะไร? เข่าเสื่อม (Osteoarthritis of the Knee) เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อเข่า ซึ่งทำหน้าที่ลดแรงเสียดทานและช่วยให้ข้อเข่าเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น เมื่อกระดูกอ่อนเสื่อมหรือสึกกร่อน จะทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างกระดูก ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม และข้อเข่าฝืด ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวลำบากมากขึ้น สาเหตุของเข่าเสื่อม อายุที่เพิ่มขึ้น: การเสื่อมของข้อเข่าเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เนื่องจากการใช้งานข้อเข่ามาเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดภาวะเข่าเสื่อมรวมถึงส่วนอื่น ๆ รอบ ๆ เข่าที่อาจจะเสื่อมสภาพตามมาด้วย น้ำหนักตัวเกิน: น้ำหนักตัวที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดบนข้อเข่า บริเวณต่าง ๆ ของเข่าทั้งเอ็นกล้าม
5 ทริค ช่วยโรคนอนไม่หลับ สร้างสุภาพที่ดี

หลายล้านคนทั่วโลกคงประสบปัญหาการนอนไม่หลับกันเป็นจำนวนมาก อาจเพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือตัวกระตุ้นต่างๆที่ทำให้นอนไม่หลับ บางคนอาจบอกว่านอนไม่หลับก็ดีจะได้มีเวลาทำอะไรมากขึ้น แต่ถ้าคุณเจอกับปัญหานี้เองความคิดคุณจะเปลี่ยนไป ยากมากที่ร่างกายทำงานโดยไม่ต้องพักผ่อน คุณจะเหนื่อยและล้ามาก แต่นอนยังไงก็นอนไม่หลับ แล้วต้องทำยังไง ในเมื่อมันเป็นปัญหา ทางแก้มันต้องมีแหละ เรามาดูกันว่าทางแก้และการป้องกันการนอนไม่หลับกันในบทความนี้ดีกว่า อาการนอนไม่หลับเป็นยังไง อาการนอนไม่หลับก็คือการที่ร่างกายต้องการพักแต่ไม่สามารถพักได้อย่างปกติ ล้าเหนื่อยอยากนอนแต่นอนเท่าไหร่ตาก็ยังแข็ง ซึ่งอาจมีหลายปัจจัยมากที่ทำให้เรานอนไม่หลับ แล้วมีเทคนิคอะไรบ้างที่ช่วยให้นอนหลับลงได้อย่างสบาย สาเหตุที่นอนไม่หลับ -การจ้องจอสีฟ้ามากจนเกินไปก่อนถึงเวลานอน เช่น เล่นโทรศัพท์ ทำงานหน้าจอคอม ดูทีวี -การที่ร่างกายอ่อนเพลียหนักมาก จนไม่สามารถหลับได้อย่างมีคุณภาพ มีอาการปวดเมื่อยหรือเวียนศรีษะ -การออกกำลังกายที่ผิดเวลา ผิดที่ -การกินที่ผิดเวลาหรือชนิดอาหารไม่เอื้อต่อการนอนหลับ เช่น ดื่มชากาแฟ 5 เทคนิคการนอนให้หลับ สบายทั้งคืน 1.ห
เรียนรู้ โรคตับ! ภัยร้ายที่ทำลายชีวิตคนจำนวนมาก

โรคตับเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที โรคตับสามารถพัฒนาไปสู่ภาวะที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ บทความนี้จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับโรคตับในแง่มุมต่าง ๆ รวมถึงสาเหตุ อาการ การป้องกัน และการรักษา เพื่อให้ผู้อ่านมีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพตับของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคตับคืออะไร ตับเป็นอวัยวะที่มีบทบาทสำคัญในร่างกาย โดยทำหน้าที่กรองสารพิษ สังเคราะห์โปรตีน และช่วยในการย่อยไขมัน โรคตับเกิดขึ้นเมื่อเนื้อเยื่อตับเกิดความเสียหายหรือมีการอักเสบ ทำให้การทำงานของตับผิดปกติ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น โรคตับอักเสบ ไขมันพอกตับ และตับแข็ง เป็นต้น สาเหตุของโรคตับ มีอะไรบ้าง มาดู โรคตับสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยที่พบบ่อยได้แก่: การติดเชื้อไวรัส: ไวรัสตับอักเสบชนิด B, และ C เป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป: การบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและต่อเนื่องสามารถทำลายเซลล์ตับได้ ไขมันพอกตับ: การสะสมของไขมันในตับจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงและขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สารพิษและยา:
อันตรายกว่าที่คิด! กับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หรือ Hypoglycemia เป็นภาวะที่ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่ำกว่าปกติ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการต่าง ๆ ตั้งแต่ความรู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ไปจนถึงหมดสติได้ หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมหรือทันท่วงที ภาวะนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ก็สามารถเกิดขึ้นกับคนทั่วไปได้เช่นกันในบางกรณี เช่น คนที่ควบคุมน้ำตาลมากเกินไป ควบคุมอาหาร หรือคนที่ออกกำลังกายเยอะกว่าปกติ คนเหล่านี้ก็จำเป็นต้องระมัดระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำด้วยเหมือนกัน สาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ มาจากอะไรบ้าง? ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำสามารถเกิดจากหลายสาเหตุ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้ สาเหตุจากการรักษาโรคเบาหวาน การใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด เช่น อินซูลิน หรือยากลุ่ม Sulfonylureas การบริโภคอาหารไม่เพียงพอ หรือข้ามมื้ออาหาร การออกกำลังกายหนักเกินไป โดยไม่ได้ปรับปริมาณอาหารหรือยาให้เหมาะสม การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ซึ่งส่งผลให้ตับไม่สามารถปล่อยกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือดได้ตามปกติ สาเหตุในคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวาน ภาวะฮอร์โมนผิดปกติ เช่น ภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง การทำงานของตับผิดปกติ เช่น
โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs) คืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว!

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือที่เรียกกันว่า โรค NCDs (Non-Communicable Diseases) เป็นกลุ่มของโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่สามารถถ่ายทอดจากคนสู่คนได้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมและปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพมากกว่า เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุลหรืออาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการและขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอหรือละเลยเลย โดยโรคกลุ่มนี้มักดำเนินเป็นเวลายาวนานและสามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพอย่างต่อเนื่องและส่งผลระยะยาวได้ วันนี้ซีเมด ลิฟวิ่ง แคร์เลยอยากนำบทความนี้ให้ความรู้กัน ประเภทของโรค NCDs ที่ควรรู้ โรคไม่ติดต่อเรื้อรังสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดที่ทำงานเป็นท่อน้ำเลี้ยงของร่างกาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของผู้คนทั่วโลก โรคเบาหวาน (Diabetes) โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างเห
น่ากลัวกว่าที่คิด อย่าละเลย โรคหูดับ

โรคหูดับ หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ภาวะสูญเสียการได้ยินเฉียบพลัน” (Sudden Sensorineural Hearing Loss, SSNHL) เป็นภาวะที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้การได้ยินลดลงหรือสูญเสียไปในช่วงเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยอาการนี้มักเกิดขึ้นที่หูข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในบางกรณีอาจเกิดที่หูทั้งสองข้างได้เช่นกัน โดยปัจจุบันเราจะเห็นได้จากข่าวมากมาย ว่าโรคนี้เกิดจากการกินของดิบ อย่าง หมู นั่นเอง สายปาร์ตี้ต้องระวังกันนะเพราะโรคสมัยนี้มีการวิวัฒนาการแปลกขึ้นเรื่อย ๆ โรคที่เราไม่เคยได้เจอกเริ่มจะเป้นที่รูจักกันมากยิ่งขึ้น อาการของโรคหูดับเป็นอย่างไร สูญเสียการได้ยินอย่างรวดเร็วผู้ป่วยจะรู้สึกว่าการได้ยินลดลงทันที หรือได้ยินเสียงเบาลงมากในหูข้างที่ได้รับผลกระทบหรือสูญเสียการได้ยินไปเลย เสียงในหู (Tinnitus)อาจรู้สึกได้ยินเสียงหวีด เสียงก้อง หรือเสียงอื้ออึงในหู เวียนศีรษะหรือบ้านหมุนในบางกรณีผู้ป่วยอาจรู้สึกเวียนศีรษะร่วมด้วย อาการจะคล้ายกับอาการโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือกระดูกหูเคลื่อนนั่นเอง อาการแน่นหูบางครั้งอาจรู้สึกเหมือนมีอะไรอุดในหู ทำให้รู้สึกได้ยินไม่ชัดและรู้สึกมีอะไรอัดเข้าไปในหู ทำใ
วัณโรค โรคร้ายที่คุกคามทั่วโลก

วัณโรค (Tuberculosis) หรือ TB เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรีย Mycobacterium tuberculosis ซึ่งส่วนใหญ่มักส่งผลกระทบต่อปอดโดยตรง แต่ก็สามารถเกิดขึ้นในอวัยวะอื่น ๆ ได้ เช่น กระดูก สมอง ต่อมน้ำเหลือง และระบบทางเดินอาหาร วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อที่มีความร้ายแรงและแพร่กระจายได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ยังไม่แข็งแรงหรือไม่ถูกสุขอนามัยหรือที่ ๆ มีประชากรเยอะและแออัด จึงมักจะเจอคนเป็นโรคนี้แผ่เป็นวงกว้างถ้าระบาดขึ้นมา สาเหตุและการแพร่กระจายของโรควัณโรค วัณโรคแพร่กระจายผ่านทางอากาศ ผ่านทางละอองที่ลอยในอากาศ เมื่อผู้ป่วยที่มีเชื้อวัณโรคในปอด จะไอ จาม หรือพูด มีน้ำลายหรือเสมหะที่มีเชื้อสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจของผู้อื่นได้โดยตรง ความแออัดในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น ชุมชนแออัด เรือนจำ หรือที่พักอาศัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะมีประชากรค่อนข้างมากแต่พื้นที่อาศัยค่อนข้างเล็กแคบ ยิ่งมีโอกาสเพิ่มความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของวัณโรคได้ง่ายมาก ๆ เรามาดูว่าอาการของวัณโรคเป็นอย่างไรกันและมีวิธีป้องกันแบบไหน ลองอ่านบทความนี้ดู อาการของวัณโรค ไอเรื้อรังเกินกว่า 2 สัปดาห์และติดต่อคนรอบข้าง
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อันตราย ต้องระวัง!

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Infarction หรือที่เรียกทั่วไปว่าโรคหัวใจขาดเลือด) เป็นหนึ่งในโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง ที่พบได้บ่อยและมีความร้ายแรงมากอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้ อาการของโรคนี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลันและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เราจึงควรหมั่นสังเกตและดูแลตัวเองและคนรอบข้างอย่างสม่ำเสมอ มาดูกันว่าอาการของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเป็นอย่างไรและเราจะป้องกันได้อย่างไรบ้าง สาเหตุของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Arteries) ซึ่งมีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนและสารอาหารไปยังกล้ามเนื้อหัวใจ การอุดตันนี้มักเกิดจากคราบไขมัน (Plaque) ที่สะสมในผนังหลอดเลือด เมื่อคราบไขมันแตกออก จะเกิดลิ่มเลือด (Blood Clot) ที่ขัดขวางการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนและเสียหายอย่างรุนแรง ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคนี้ พฤติกรรมการใช้ชีวิต: การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง และขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแ
เรียนรู้! เรื่องโรคหลอดเลือดสมอง สัญญาณเตือนอันตราย

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เป็นภาวะที่เกิดจากการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง หรือการมีเลือดออกในสมอง ส่งผลให้สมองทำงานผิดปกติและอาจมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหว การพูด หรือการทำกิจวัตรประจำวัน โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของความพิการและการเสียชีวิตของคนทั่วโลก แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงอย่างเหมาะสม ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง: เป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติเป็นสิ่งสำคัญ เบาหวาน: น้ำตาลในเลือดสูงทำให้หลอดเลือดเสียหายและเพิ่มโอกาสเกิดโรค โรคหัวใจ: ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือโรคหัวใจอื่นๆ อาจส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดที่เคลื่อนไปอุดตันในสมอง การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์: พฤติกรรมเหล่านี้เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองอย่างมาก การขาดการออกกำลังกาย: การไม่เคลื่อนไหวร่างกายทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและความดันโลหิตสูง ความเครียดและวิถีชีวิตที่ไม่สมดุล: ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง ควบคุมความดันโลหิตวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
5 วิธีฟื้นฟูหัวใจ สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจไม่แข็งแรง

โรคหัวใจเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญซึ่งต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ การฟื้นฟูหัวใจไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน แต่ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอีกด้วย บทความนี้จะนำเสนอวิธีการฟื้นฟูหัวใจที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจได้เอาไปใช้ปฏิบัติกันนะ 1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ช่วยหัวใจแข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง(เค็ม) เช่น อาหารทอด อาหารแปรรูป และอาหารจานด่วน ควรเพิ่มการบริโภคผัก ผลไม้ ธัญพืช และปลาในมื้ออาหารให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน จะช่วยเสริมสร้างการทำงานของหัวใจ แนะนำให้ทำกิจกรรมเหล่านี้อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ แต่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มเพราะคนที่เป็นโรคหัวใจบางอย่างก็ออกกำลังกายไม่ได้ อาจมีผลทำให้อาการกำเริบได้ เลิกบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์: การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่ส่งผลเสียต่อหัวใจโดยตรง และสำหรับคนที่กำลังใช้สารพวกนี้อยู่ก็มี