หน้าแรก/บริการของเรา/บริการทั้งหมด

ครบครันด้านอาชีวเวชศาสตร์

ให้บริการด้านสุขภาพแรงงานและอาชีวเวชศาสตร์แบบครบวงจร ตามหลักวิทยาศาสตร์และมาตรฐานสากล ด้วยประสบการณ์กว่า 23 ปี

ISO 9001 · 15189 · 15190
บริการ Mobile Checkup
ผล 24-48 ชม.
แพทย์เฉพาะทาง

โรงพยาบาลซีเมดลีฟวิ่งแคร์ ผู้ให้บริการตรวจสุขภาพด้านอาชีวเวชศาสตร์ครบวงจรตามข้อกำหนดของกฎหมาย ด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่มีคุณภาพมาตรฐาน พร้อมทั้งระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อให้ระบบบริการตรวจสุขภาพเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ลูกค้าพึงพอใจและได้ประโยชน์สูงสุด

ทำไมต้องตรวจสุขภาพ

ข้อดีของการตรวจสุขภาพประจำปี

ปัจจุบันพบว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพเกิดขึ้นรอบตัวจากหลายปัจจัย ทั้งมลพิษจากสภาพแวดล้อม ฝุ่นควัน สารเคมีปนเปื้อน ความเครียด พฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม พันธุกรรม และอายุที่เพิ่มขึ้น ล้วนเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยและโรคร้าย การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้รู้สภาวะของร่างกาย สามารถพบความผิดปกติ หรือความเสี่ยงต่อโรคร้ายได้ก่อนที่จะมีอาการ หรือรู้ก่อนถึงระยะของโรคที่ยากต่อการรักษา

เตรียมตัวก่อนตรวจ

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพประจำปี

พักผ่อนให้เพียงพอ

นอนหลับอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมงก่อนวันตรวจ เพื่อไม่ให้กระทบผลความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ

งดอาหารและเครื่องดื่มตามกำหนด

งดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมงสำหรับตรวจน้ำตาล และ 12 ชั่วโมงสำหรับตรวจไขมัน งดแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมง งดชา กาแฟ และบุหรี่ก่อนตรวจ

เตรียมข้อมูลสุขภาพ

แจ้งประวัติการเจ็บป่วย การสัมผัสสารเคมี อาการผิดปกติ โรคประจำตัว หรือนำผลตรวจเดิมมาด้วยเพื่อประกอบการวินิจฉัย

แจ้งหากตั้งครรภ์

หากตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจ เนื่องจากบางรายการ เช่น เอกซเรย์ทรวงอก อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์

แต่งกายสบายตัว

สวมเสื้อผ้าหลวมสบาย สะดวกต่อการตรวจ ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยงชุดชั้นในที่มีโครงเหล็กก่อนเอกซเรย์

ขั้นตอนการตรวจ

ขั้นตอนการตรวจสุขภาพประจำปี

การลงทะเบียน (Register)
01

การลงทะเบียน (Register)

ติดต่อจุดประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งโปรแกรมตรวจสุขภาพที่ท่านสนใจ หรือรับคำแนะนำโปรแกรมและค่าบริการตรวจสุขภาพจากเจ้าหน้าที่ แล้วลงทะเบียนตรวจสุขภาพ โดยใช้บัตรประจำตัวประชาชน และแจ้งชื่อ-นามสกุล ที่จุดลงทะเบียน

02

การชั่งน้ำหนัก-วัดส่วนสูง (Weight-Height)

ค่าน้ำหนักและส่วนสูงสามารถนำมาคำนวณค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index, BMI หน่วยเป็น Kg/m²) เพื่อประเมินความเหมาะสมของน้ำหนักและส่วนสูงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ รวมถึงประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ โดยผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วนมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพและโรคต่างๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเกี่ยวกับถุงน้ำดี โรคข้อเข่าเสื่อม ภาวะการหยุดหายใจขณะหลับหรือปัญหาในการหายใจ และโรคมะเร็งชนิดต่างๆ และเป็นข้อจำกัดในการทำงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ทำงานในที่อับอากาศหรือบนที่สูง สำหรับผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่าเกณฑ์ อาจมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของร่างกายหรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

คำแนะนำเพื่อรักษาระดับน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ปริมาณเพียงพอเหมาะสม
  • พักผ่อนเพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30-50 นาที 3-5 วัน/สัปดาห์ (ผู้มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์)
การซักประวัติ-วัดความดันโลหิต (Blood pressure)
03

การซักประวัติ-วัดความดันโลหิต (Blood pressure)

การวัดความดันโลหิต เป็นการประเมินความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำมาสู่โรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดในสมองตีบ โรคหลอดเลือดหัวใจและกล้ามเนื้อหัวใจ โรคไตวาย เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

การปฏิบัติตัวขณะวัดความดันโลหิต

  • ให้นั่งพักให้สบาย ไม่เกร็งแขนหรือพูดคุยขณะวัดความดันโลหิต
  • ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์ในการแปลผลตรวจสุขภาพและการวินิจฉัยของแพทย์
  • ท่านที่มีอาการเหนื่อยหอบ ให้นั่งพัก 5-10 นาที ก่อนวัดความดันโลหิต
การทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อ (Muscle test)
04

การทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อ (Muscle test)

เป็นการทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ใช้กำลังในการทำงาน ประกอบด้วยการทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อมือ (Grip strength muscle) สมรรถภาพกล้ามเนื้อขา (Leg strength muscle) และสมรรถภาพกล้ามเนื้อหลัง (Back strength muscle)

คำแนะนำสำหรับการทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อ

  • แนะนำให้ท่านทำการทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อก่อนเจาะเลือด กรณีเจาะเลือดก่อนแล้ว แนะนำให้ท่านเข้ารับการตรวจที่จุดอื่นๆ ก่อนเข้าทดสอบจุดนี้ เพื่อป้องกันการเกิดรอยช้ำจากการมีเลือดออกที่ชั้นใต้ผิวหนัง

ข้อห้ามสำหรับการทดสอบสมรรถภาพกล้ามเนื้อ

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือสงสัยตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อที่ต้องทดสอบ เช่น กล้ามเนื้อแขน ขา และกล้ามเนื้อบริเวณหลัง
  • ผู้ที่อยู่ในระยะหลังผ่าตัด 3 เดือน
การเจาะเลือด (Blood collection)
05

การเจาะเลือด (Blood collection)

การตรวจเลือดเป็นการตรวจวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการ เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บหลายๆ โรค ไม่สามารถวินิจฉัยได้ในทันที การตรวจเลือดจะทำให้เราทราบความผิดปกติต่างๆ ในร่างกาย เช่น ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ภาวะโลหิตจางหรือธาลัสซีเมีย ระดับไขมันในร่างกาย ระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของตับ ไต และต่อมธัยรอยด์ เป็นต้น

การปฏิบัติตัวขณะเจาะเลือด

  • แนะนำให้ท่านใช้แขนข้างที่ไม่ถนัด ยื่นให้เจ้าหน้าที่เจาะเลือด
  • หลังเจาะเลือดแนะนำกดบริเวณที่เจาะเลือด 1-2 นาทีเพื่อช่วยให้เลือดหยุดไหล ไม่ควรพับแขน หรือนวดคลึง หรือใช้แรงแขนข้างที่เจาะเลือด เพราะอาจทำให้เม็ดเลือดแดงออกมานอกเส้นเลือดบริเวณที่ถูกเจาะ ทำให้เกิดรอยช้ำได้
  • หากท่านใดกลัวเข็มหรือรู้สึกหน้ามืด ใจสั่น ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนเจาะเลือด
การตรวจร่างกายโดยแพทย์ (Physical examination)
06

การตรวจร่างกายโดยแพทย์ (Physical examination)

การตรวจร่างกายโดยแพทย์สำหรับประเมินภาวะสุขภาพร่างกายของเราในขณะนั้น เพื่อหาภาวะผิดปกติในเบื้องต้นที่แอบแฝงอยู่ในร่างกาย หากมีอาการเจ็บป่วย สัมผัสสารเคมีอันตราย มีอาการผิดปกติในร่างกาย และมีโรคประจำตัวหรือประวัติสุขภาพอื่นๆ ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ หากท่านมีผลตรวจสุขภาพหรือรายงานจากแพทย์ กรุณานำผลการตรวจมาเพื่อประกอบการวินิจฉัยของแพทย์

การทดสอบสมรรถภาพปอด (Lung function test)
07

การทดสอบสมรรถภาพปอด (Lung function test)

เป็นการทดสอบการทำงานของปอด โดยวัดปริมาตรของอากาศที่หายใจเข้าและออกจากปอด เพื่อประเมินภาวะจำกัด การขยายตัว หรือภาวการณ์อุดกลั้นของปอด การตรวจสอบสมรรถภาพปอดจะสามารถบ่งชี้ถึงการเสื่อมของการทำงานของปอดก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้น

คำแนะนำสำหรับการทดสอบสมรรถภาพปอด

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารจนอิ่มจัดก่อนตรวจ อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
  • ท่านที่ใช้ยาขยายหลอดลมควรหยุดใช้ยาก่อนตรวจ

ข้อห้ามสำหรับการทดสอบสมรรถภาพปอด

  • ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือสงสัยตั้งครรภ์, ผู้ที่มีอาการหน้ามืด
  • ผู้ที่อยู่ในระยะหลังการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง 3 เดือน
  • ผู้ที่ติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
  • ห้ามออกกำลังกายก่อนทำการทดสอบ
การทดสอบสายตาอาชีวอนามัย (Occupational vision test)
08

การทดสอบสายตาอาชีวอนามัย (Occupational vision test)

การทดสอบนี้เป็นการวัดความสามารถในการมองประสาน 2 ตา ทั้งระยะใกล้และระยะไกล ความชัดในการมอง การมองภาพ 3 มิติ การแยกสี และลานสายตาสำหรับผู้ทำงานเกี่ยวกับการขับขี่ยานยนต์หรือวัตถุเคลื่อนไหว เพื่อประเมินความสามารถในการมองเห็นว่าสายตาเหมาะสมกับลักษณะงานที่ทำอยู่หรือไม่

คำแนะนำสำหรับการทดสอบสายตาอาชีวอนามัย

  • ให้ท่านแจ้งลักษณะการทำงานและแผนกงานของท่านเพื่อให้เจ้าหน้าที่เลือกการทดสอบที่เหมาะสมตามกลุ่มลักษณะงาน
  • ตอบคำถามเจ้าหน้าที่ตามรูปภาพที่ท่านมองเห็นในเครื่องทดสอบ
  • ในวันตรวจสุขภาพ สภาพดวงตาของท่านจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการมองเห็น เช่น ตาเจ็บ ตาแดง หรือสายตาล้าจากการทำงาน
  • หากท่านใช้แว่นสายตาหรือคอนแทคเลนส์ในการทำงาน ควรนำมาทดสอบในวันตรวจสุขภาพด้วย
การทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน (Screening audiometry)
09

การทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน (Screening audiometry)

การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน เป็นการตรวจสำหรับผู้สัมผัสปัจจัยเสี่ยงเสียงดังจากการทำงาน เพื่อคัดกรองผู้มีโอกาสเป็นโรคประสาทหูเสื่อมจากเสียงดัง เป็นการตรวจที่ช่วงความถี่ 500-8000 Hz ตั้งแต่ระดับความถี่ต่ำ เช่น เสียงสนทนา จนถึงระดับความถี่สูง เช่น เสียงเครื่องจักร หรือมีการได้ยินบกพร่อง เพื่อคัดแยกผู้มีผลการได้ยินผิดปกติได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางต่อไป และได้รับการดูแลป้องกันเสียงดังเพื่อไม่ให้เกิดความเสื่อมเพิ่มขึ้น

คำแนะนำสำหรับการทดสอบสมรรถภาพการได้ยิน

  • ก่อนทำการทดสอบ ท่านควรหลีกเลี่ยงเสียงดังก่อนตรวจอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้ ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันเสียง หรือควรออกจากพื้นที่เสียงดังอย่างน้อย 15 นาทีก่อนตรวจ
  • แจ้งปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการได้ยินให้เจ้าหน้าที่ทราบ
  • ผู้ที่มีอาการไม่สบาย เป็นหวัด มีอาการหูอื้อ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบ เพราะอาการเหล่านี้อาจมีผลต่อการได้ยินของท่าน
  • สวมหูฟังให้แนบสนิท เจ้าหน้าที่จะปล่อยสัญญาณเสียงและลดระดับเสียงลงเรื่อยๆ ให้ท่านกดปุ่มทดสอบทุกครั้งที่ได้ยินเสียง แม้ว่าเสียงนั้นจะเบามาก
การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)
10

การเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)

เพื่อประเมินลักษณะทางกายภาพของอวัยวะบริเวณทรวงอก เช่น ปอด ขนาดหัวใจ กระดูกสันหลัง กระบังลม และสามารถตรวจหาวัณโรคปอดระยะแรกได้

หากพบความผิดปกติดังนี้

รอยฝ้าขาวที่ปอด:
ควรพบแพทย์เฉพาะทาง (อายุรกรรม โรคปอด) ตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม
หัวใจโต:
มักพบในผู้มีภาวะความดันสูง ไขมันอุดตันเส้นเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนัก หากโตชัดเจนควรพบแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม (กรณีผู้รับการตรวจหายใจเข้าไม่เต็มที่ทำให้กระบังลมและกระดูกซี่โครงขยายไม่เต็มที่ ทำให้หัวใจดูโตกว่าปกติได้)
กระดูกสันหลังคด:
พบได้ทุกวัย พบมากในช่วงวัยรุ่นที่กำลังเจริญเติบโต หรือวัยผู้ใหญ่ที่ร่างกายเริ่มมีการเสื่อมสภาพ หากเป็นเล็กน้อยหรือไม่เจ็บปวด ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ หากคดมาก แนะนำพบแพทย์เฉพาะทางโรคกระดูกและข้อ
รอยโรคเก่าหรือมีจุดหินปูน:
เป็นร่องรอยเดิมจากที่เคยมีการอักเสบภายใน แล้วร่างกายมีการซ่อมแซมซึ่งหายแล้ว ไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ

คำแนะนำสำหรับการเอกซเรย์ทรวงอก

  • หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อที่มีส่วนประกอบของโลหะทุกชนิด หรือชุดชั้นในที่มีโครงเหล็กของสุภาพสตรี
  • นำสิ่งของที่อยู่ในกระเป๋าเสื้อหรือบริเวณทรวงอกทุกชนิดออกให้หมด เพื่อป้องกันส่วนของโลหะไปบดบังรอยโรคได้

ข้อห้ามสำหรับการเอกซเรย์ทรวงอก

  • ห้ามเอกซเรย์ในผู้ที่ตั้งครรภ์หรือสงสัยตั้งครรภ์
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : EKG)
11

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram : EKG)

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นการตรวจประเมินภาวะหัวใจเบื้องต้น เพื่อคัดกรองผู้มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพื่อเฝ้าระวัง หรือตรวจรักษาเพิ่มเติม ซึ่งพบได้หลายภาวะ เช่น จังหวะการเต้นของหัวใจ การนำไฟฟ้า ภาวะหัวใจโต กล้ามเนื้อหัวใจตาย กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ควรตรวจในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เช่น ไขมันในเส้นเลือดสูง สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ทำงานในที่อับอากาศหรือทำงานบนที่สูง หากพบความผิดปกติควรพบแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางโรคหัวใจเพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม

คำแนะนำสำหรับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  • ถอดเครื่องประดับและวัตถุที่เป็นโลหะทุกชนิดออกจากตัว และปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด
  • ขณะตรวจให้นอนในท่าที่สบาย แขนอยู่ข้างลำตัว และไม่เคลื่อนไหวขณะทำการตรวจ
  • งดเครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ และงดการสูบบุหรี่ ก่อนเข้ารับการตรวจ
การเก็บตัวอย่างปัสสาวะ (Urine Collection)
12

การเก็บตัวอย่างปัสสาวะ (Urine Collection)

ตัวอย่างปัสสาวะใช้ในการประเมินโรคไต เบาหวาน ภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ การบาดเจ็บในท่อทางเดินปัสสาวะ ความเป็นกรดด่างของปัสสาวะ สี การมีตะกอนในปัสสาวะ ซึ่งอาจจะเป็นนิ่วหรือผลึกกรดยูริก รวมถึงการตรวจปริมาณสารเคมีสะสมในร่างกายสำหรับผู้ที่ทำงานสัมผัสปัจจัยเสี่ยงสารเคมีอันตราย หากพบความผิดปกติอาจต้องพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยเพิ่มเติม

คำแนะนำสำหรับการเก็บตัวอย่างปัสสาวะ

  • ทำความสะอาดส่วนปลายของทางเดินปัสสาวะด้วยน้ำสะอาด แล้วเช็ดให้แห้ง
  • ปัสสาวะช่วงแรกทิ้งไปเล็กน้อยก่อน แล้วจึงเก็บปัสสาวะตรงส่วนกลางให้ได้ปริมาณ 20 ml ขึ้นไป หรือ 2 ใน 3 ของกระปุก
  • นำตัวอย่างปัสสาวะส่งในจุดที่กำหนด
การเก็บตัวอย่างอุจจาระ (Stool Examination collection)
13

การเก็บตัวอย่างอุจจาระ (Stool Examination collection)

ตัวอย่างอุจจาระใช้ในการตรวจหาปรสิตที่อยู่ในลำไส้ หรืออวัยวะอื่นๆ ที่มีทางติดต่อกับลำไส้ ตัวอย่างที่จะส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ควรมีวิธีการเก็บและนำส่งให้ถูกต้องจึงจะได้ผลการวิเคราะห์ที่แน่นอน และเนื่องจากการกระจายของไข่พยาธิในอุจจาระไม่สม่ำเสมอ ตัวอย่างที่นำมาตรวจหาพยาธิควรได้มาจากหลายๆ แห่งในตัวอย่างเดียวกัน และการตรวจซ้ำหลายๆ ครั้งก็ช่วยให้อัตราการพบพยาธิเพิ่มขึ้น การตรวจอุจจาระเป็นการตรวจหน้าที่ของระบบย่อยอาหารรวมถึงการดูดซึมอาหารและโรคอื่นๆ

สิ่งที่แพทย์ตรวจในตัวอย่างอุจจาระ

ลักษณะ:
ลักษณะเหลว ก้อน มีมูกหรือไม่ มีเลือดหรือไม่
สีของอุจจาระ:
นอกจากเกิดจากลักษณะอาหารที่รับประทาน ยังเกิดจากน้ำดีที่หลั่งจากถุงน้ำดีและเลือดที่ออกในทางเดินอาหาร อุจจาระสีขาวอาจเกิดจากท่อน้ำดีอุดตัน สีดำอาจมีเลือดออกในกระเพาะ เลือดสดปนหมายถึงมีเลือดตั้งแต่ลำไส้ใหญ่
ไข่พยาธิ:
ตรวจดูไข่พยาธิจากกล้องจุลทรรศน์
เลือดแฝงในอุจจาระ:
บางครั้งเลือดที่ออกมีปริมาณน้อยไม่สามารถแยกด้วยตาเปล่า จึงใช้ปฏิกิริยาทางเคมีตรวจหา ถ้าให้ผลบวกแสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินอาหาร ซึ่งอาจเกิดจากแผลในกระเพาะอาหาร มะเร็งทางเดินอาหาร หรือริดสีดวงทวารหนัก

คำแนะนำสำหรับการเก็บตัวอย่างอุจจาระ

  • นำไม้ป้ายเนื้ออุจจาระที่ถ่ายใหม่ ปริมาณเท่าปลายนิ้ว กรณีมีมูกเลือด ควรเก็บบริเวณที่มีมูกเลือดมาตรวจ
  • นำไม้ป้ายเนื้ออุจจาระ ป้ายลงในกระปุกทึบแสงแล้วปิดฝากระปุกให้สนิท
  • นำกระปุกทึบแสงใส่ในถุงซิปให้เรียบร้อยและนำส่งตัวอย่างในจุดที่กำหนด
การเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อทางเดินอาหาร (Stool culture collection)
14

การเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อทางเดินอาหาร (Stool culture collection)

ตัวอย่างเพาะเชื้ออุจจาระใช้ในการตรวจหาเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น Vibrio cholerae (เชื้ออหิวาตกโรค), Salmonella typhi (เชื้อไทฟอยด์), Salmonella paratyphi (เชื้อพาราไทฟอยด์), Shigella spp. (โรคบิด) เป็นต้น

คำแนะนำสำหรับการเก็บตัวอย่างเพาะเชื้อทางเดินอาหาร

  • นำไม้พันสำลีจุ่มลงในหลอดอาหารเลี้ยงเชื้อเล็กน้อย
  • นำไม้พันสำลีสวนบริเวณทวารหนักลึกเข้าไป 1-1.5 นิ้ว แล้วหมุนเบาๆ ให้สัมผัสกับเยื่อทวาร
  • นำไม้พันสำลีที่สวนทวารหนักเรียบร้อย ใส่ลงในหลอดเลี้ยงเชื้อให้ถึงก้นหลอด
  • ปิดฝาหลอดอาหารเลี้ยงเชื้อให้สนิทและนำส่งตัวอย่างในจุดที่กำหนด

สนใจใช้บริการ?

ติดต่อทีมงานเพื่อรับคำปรึกษาและออกแบบโปรแกรมตรวจสุขภาพสำหรับองค์กรของคุณ